ความสุขของชีวิต

posted on 04 Oct 2011 19:15 by seredenpity

ในเช้าที่อากาศดี....ดี จนหาเหตุผลที่เหมาะสมพอ ที่การตื่นออกไปผจญกับโลกและสังคมอันวุ่นวายจะมีค่ามากกว่าการได้นอนพักผ่อนบนเตียงนุ่มๆ แทบไม่ได้ ......แต่ก็ต้องลุกขึ้นมาด้วยคำว่าหน้าที่เพียงคำเดียว 

 

ในขณะที่กำลังพิจารณาว่าความสุขมันอยู่ที่ไหน ...

 

  ....อยู่ดีๆก็คิดขึ้นมาได้ว่าจริงๆความสุขของคนมันเกิดตอนที่ "ได้" อะไรซักอย่างมา

ไม่ได้เกิดตอนที่เรา "มี" อะไรซักอย่างอยู่

ตัวอย่างเช่นเวลาเราช็อปปิ้ง ความสุขสูงสุดมันจะอยู่ตอนเราควักเงินจ่ายและชื่นชมกับการที่ "ได้" มันมา

และความสุขนั้นจะลดลงเรื่อยๆตามเวลาที่ผ่านไป เป็น decays exponential !

 

ดังนั้นคนเราจึงพยายาม ขวนขวายหาความสุขด้วยการพยายามไขว่คว้าเพื่อ "ได้" มาไม่ใช่ชื่นชมกับสิ่งที่ "มี" อยู่

นั้นหมายความว่าเราต้องลงทุนความพยายามและแรงของเราไปเพื่อให้ได้มาซึ่งความสุขชั่วคราว

ซึ่งอีกเดี๋ยวเราก็ต้องกลับไปทำซ้ำอย่างนั้นใหม่เพื่อหาความสุขอีกอยู่ดี คล้ายๆกับการเสพติดอย่างนึง

 

แต่เป็นการเสพติดสารเสพติดในสมองของตัวเอง ....!!! เสพติดความสุขนั้นเอง

ฟังดูเหนื่อยพิกลอย่างไรไม่รู้ !!

 

ในมุมนี้ พุทธศาสนาสอนได้อย่างสอดคล้องกับหลักการนี้ว่าความสุขอยู่ที่ใจเราเอง

ถ้าเรากำหนดความสุขให้อยู่กับการ "มี" ได้ก็ไม่จำเป็นต้องเหนื่อยแรงเพื่อให้ "ได้" มาอยู่ร่ำไป

แน่นอนสังคมเราคงสงบสุขแน่ๆ กับการที่ทุกคนพอใจในสิ่งที่ตนมี 

 

แต่ถ้ามองในมุมกลับกันการพอใจในสิ่งที่ตนมีอาจจะทำให้คนเราย่ำอยู่กับที่หรือเปล่า ?

สัญชาติญาณของมนุษย์ กำหนดให้เรามีความสุขจากการได้มาเพราะมันมีนัยยะในตัวมันเองหรือเปล่า ?

 

แล้วสุดท้ายแล้วระหว่างมุมมองที่มีความสุขในจิตใจตัวเองกับ มีความสุขที่สัญชาติญาณสร้างให้อันไหนคือเรื่องจริง ?

 

แล้วมนุษย์นั้นต้องการอะไรกันแน่หรือแค่เกิดมาตักตวงความสุขแล้วตายจากไป ??

 

 

ทั้งหมดนี้เป็นแค่คำถามปลายเปิดที่แน่นอนว่าไม่มีทางที่จะหาคำตอบที่ถูกต้องได้แน่ๆ 

เพียงแต่ว่ามนุษย์เรามีอิสระพอที่จะตัดสินใจเลือกสิ่งเหล่านี้ได้เอง 

จงมั่นใจกับตัวเลือกที่เลือกแล้ว.... แล้วจงสนุกไปกับมัน !

กลัวล้มเหลว

posted on 22 May 2011 03:17 by seredenpity

.... มีไหมใครบนโลกที่ชอบความพ่ายแพ้

.... มีไหมใครบนโลกที่หนุกสนานเมื่อล้มเหลว

 

เพราะว่าความล้มเหลวนั้นไม่สนุก

และจะยิ่งทุกข์มากเข้าไปอีกถ้าเกิดกับคนที่ไม่ค่อยมีภูมิคุ้มกันความล้มเหลว

 

เพราะบางคนสำเร็จมาเกือบทั้งชีวิต.... 

เหมือนคนไม่เคยกินเผ็ดกินเข้าไปสักครั้งก็ปวดร้อนน้ำตาไหล 

แน่นอนครั้งต่อไปคนเหล่านี้จะเลี่ยงของเผ็ด !

ซึ่งแน่นอนคนเหล่านี้จะมีวิธีการอธิบายสาเหตุได้โดยไม่ทำลายภาพลักษณ์ของตัวเอง 

เช่น "ยังไม่พร้อม" , "ไม่ใช่เรื่องที่ถนัด" แต่เหมือนกันโดยหลักการคือ...

 

เราสามารถยอมรับความล้มเหลวได้ถ้าสาเหตุไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับตัวตนของเรา !!

 

ในบรรดาความล้มเหลวทั้งหมดสิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือ ... 

เมื่อเรามั่นใจหรือประกาศว่านี่คือจุดแข็งของเรา เราเจ๋งสุดแล้ว ทำสุดฝีมือแล้ว

แต่ .....ล้มเหลว !!!

 

โดยเฉพาะผู้ที่อวดจุดแข็งของตัวเองแล้วยังล้มเหลวมักจะถูกสังคมเยาะเย้ยเป็นพิเศษ

คงมีไม่กี่คนที่กล้าพูดได้เต็มปากว่าไม่รู้สึกสะใจเลยสักนิดที่ได้เห็นคนที่โอ้อวดทำผิดพลาด

สัญชาติญาณต่ำๆเหล่านี้ชักจูงให้เราสะใจเมื่อเห็นผู้อื่นโชคร้าย.... 

และความสะใจนั้นดูจะแปรผันตามความอวดดีของคนคนนั้นด้วย !

 

ด้วยเหตุผลพวกนี้หลายคนจึงเลี่ยง 

หลายคนพยายามอุดจุดอ่อนของตัวเอง ถ่มตัว ขยัน 

และแน่นอนคนเหล่านี้ได้รับความเคารพจากสังคม ...!! 

แต่เมื่อไหร่ที่เราเก็บงำจุดแข็งและพยายามปิดจุดอ่อนของตัว 

นั่นจะไม่มีทางทำให้เราเป็นเลิศได้เลย 

 

แล้วเราจะเอาชนะความกลัวล้มเหลว หรือความสะใจที่เห็นคนอื่นล้มเหลวไปได้ยังไง?

แน่นอนมันคือสันดานของมนุษย์เราไม่สามารถกำจัดมันไปได้

แต่เราเข้าใจมันได้ !

 

เมื่อคำพูดหรือคำเย้ยหยันของคนอื่นก็เป็นแค่ของคนอื่น 

ทำไมเราจะต้องเอามาใช้เป็นกำแพงปิดกั้นความสามารถของตัวเอง

ถ้าทำแล้วแย่ก็แค่ลองทำ ถ้าทำแล้วดีประกาศมันให้คนอื่นรู้

แล้วทำมันให้ดียิ่งๆขึ้นไปอีก

 

ใครจะไปรู้สิ่งที่เราเลี่ยงมาตลอดชีวิตอาจจะเป็นสิ่งที่เราตามหามาตลอดชีวิตก็ได้ ..... 

Life is random !

posted on 21 May 2011 08:07 by seredenpity

Random means not expected. 

Something that is unpredictable, has no pattern or objective

 

เชื่อไหมครับ...ว่าชีวิตเราดำเนินไปด้วยการ "สุ่ม"

รอบๆตัวเราประกอบไปด้วยการสุ่มคาดว่ามากกว่า 1พันล้านครั้งต่อวินาที

การเคลื่อนที่ของฝุ่นทุกอณู การสะท้อนของคลื่นที่มองไม่เห็น...

แทบทั้งหมดส่วนนึงเป็นการ "สุ่ม"

 

ทุกครั้งที่คุณหลงทางทุกๆครั้งที่ต้องตัดสินใจ

หนึ่งในองค์ประกอบนั้นคือการสุ่ม 

 

ดังนั้นจะบอกว่าชีวิตเราคือการ "สุ่ม" ก็คงไม่ผิดนัก

แต่หลายๆครั้ง.....

การสุ่มที่ว่านี้ มันก็ไปในทิศทางหรือแบบแผนเดียวกันอย่างไม่น่าเป็นไปได้ !

 

เคยมีไหมซักวันที่เราพบกับเรื่องเลวร้ายอย่างไม่น่าเชื่อตลอดวัน

เคยไหมที่ความบังเอิญที่แทบเป็นไปไม่ได้เกิดขึ้นมา 

เคยไหมที่โชคดีติดต่อกันแบบเป็นไปแทบไม่ได้

 

บางคนเรียกการสุ่มนี้ว่า "ดวง" บ้างก็เรียกว่า "โชคชะตา"

 

คำถามที่น่าสนใจคือการสุ่มที่ว่านี้เป็นไปโดยอิสระหรือเปล่า ?

หรือมีปัจจัยภายนอกมาเกี่ยวข้อง โดยเราไม่รู้ตัว 

 

 

หรือจริงๆแล้วถ้าเรามองภาพกว้างพอ เข้าใจธรรมชาติมากพอ

เราอาจจะพบว่า การสุ่ม นั้นไม่มีจริงก็ได้ 

 

แต่คงอีกนาน นานจนกว่าอารยธรรมจะสูญสลาย....

.....กว่าที่มนุษย์จะเข้าใจได้มากพอ

เวลา.....

posted on 20 May 2011 16:02 by seredenpity

....."ตอนนี้เวลากี่โมงแล้ว"

 

ประโยคข้างบนน่าจะเป็นประโยคคุ้นหูของใครหลายๆคน

เวลา...... 

 

ในครั้งที่ยังไม่มีสิ่งมีชีวิตบนโลก เวลา ก็เป็นเพียงกระแสเอื่อยเฉื่อยไม่มีตัวตน

เมื่อเริ่มมีสิ่งมีชีวิต เวลาอาจจะหมายถึงแค่แสงแดด และ ความมืด

เมื่อมนุษย์เริ่มมีอารยธรรมเวลาหมายถึงขั้นตอนทางสังคม 

แม้แต่นักวิทยาศาสตร์หลายๆคนยังมองว่าเวลาคือมิติ อย่างนึง 

 

...เคยไหมที่บางครั้งเวลาไม่ได้ไหลไปอย่างที่มันควรจะเป็น...

 

เวลาที่เรากำลังเล่นสนุกกับเพื่อนๆ เวลาผ่านไปเร็วเท่าไหร่ 

เวลาที่เราถูกเจ้านายเรียกไปด่า เวลาผ่านไปนานแค่ไหน 

เวลาที่เรามีความรักเมื่อยามพบเจอคนที่เรารักเวลามันนานแค่ไหน 

 

บางครั้งเวลามันก็เล่นตลกกับเรา ในช่วงที่เราอยากให้มันผ่านไปเร็วที่สุด

มันกลับไหลไปเหมือนตั้งใจจะแกล้งเรา 

 

ในเวลาที่เราอยากให้มันผ่านไปช้าที่สุด

มันกลับไหลว่องไวยิ่งกว่าสายฟ้า 

 

ราวกับว่ามันมีชีวิต 

ถ้ามันมีชีวิต..คิดว่ามันคงเป็นสิ่งมีชีวิตที่กวนที่สุดตัวหนึ่ง 

 

หรือจริงๆแล้วเวลา อาจจะเป็นแค่บรรทัดฐานอ้างอิงในสมองเราเท่านั้น 

หรือเวลาอาจจะไม่ได้มีจริงตั้งแต่แรก ...

หรือเราแค่สมมติมันขึ้นมาและยึดติดกับมันเท่านั้นเอง...

 

 

 

แต่ว่าผมต้องไปแล้วละเลย "เวลา" นัดของผมมาแล้ว..........

 

 

เมื่อสัก 2000 กว่าปีที่แล้วมนุษย์ยังไม่มีอาชีพที่หลากหลายเช่นปัจจุบัน...

การหาเลี้ยงชีพก็มักจะอยู่ในรูปของการ ล่าสัตว์, เก็บผลิตผลจากป่า

เมื่อที่ที่อยู่ไม่สามารถล่าสัตว์ได้แล้ว หรือผลผลิตในป่านั้นๆหมด 

มนุษย์ก็จะย้ายที่ทำกิน 

.

.

.

ปัจจุบัน มนุษย์ได้พัฒนาความซับซ้อนทางการหาเลี้ยงชีพขึ้น 

เรามีอาชีพหลากหลาย ตั้งแต่ เกษตรกรรม ...

ไปจนถึงการลงทุนที่ซับซ้อนโดยอาศัยกลไกของตลาด และเรื่องของราคา, กฎหมาย

หรือแม้แต่บางอาชีพที่เราแทบจินตนาการไม่ถึงด้วยซ้ำ ..

 

ดังนั้นความต้องการของผลิตผลที่ได้จากการทำงานก็ย่อมเปลี่ยนไป 

จากที่แต่ก่อน มนุษย์ต้องการอาหาร ที่พักที่ปลอดภัย 

กลายเป็นเราต้องการเพียงแต่ "เงิน" !!!

 

ลักษณะการทำงานก็เปลี่ยนไป

จากลงแรงเองเพื่อให้ได้มาซึ่ง อาหารเพื่อตัวเอง 

กลายเป็นการลงแรงให้กับคนอื่นๆ เพื่อได้มาซึ่ง เงิน 

 

ดังนั้นจึงไม่แปลกที่คนเราจะทำงานเพื่อเงิน

แม้ฟังดูไม่สวยหรูเท่า ทำงานเพื่ออุดมการณ์ หรือทำงานที่เรารัก 

แต่จงยอมรับความจริงซะเถอะว่าถ้าไม่มีเงินในสังคมปัจจุบัน

เราทุกคนลำบากแน่ๆ !

 

เพราะงานที่ไม่ได้เงินสุดท้ายมันก็เป็นได้แค่งานอดิเรก ไม่ใช่อาชีพ!!!!

 

บทความที่ยืดยาวข้างบนนี้เกิดมาจากการที่วันก่อนๆ 

ได้คุยกับพี่ๆน้องๆ เรื่องของการเรียกเงินเดือนในการทำงาน 

หลายๆคน(โดยเฉพาะเด็กจบใหม่) กลัวที่จะเรียกขอเงินเดือนตามที่ต้องการ 

แต่เมื่อไม่ได้เงินเท่าที่เราจะดำรงชีวิตอยู่ได้ ก็จะต้องเป็นเหตุให้ออกจากงานไป

ไปหางานที่ให้เงินได้มากกว่า ...ซึ่งผมมองว่าอาจจะเป็นผลร้ายกับบริษัทเสียมากกว่า

ที่ต้องเสียเงิน และเวลาไป เทรนนิ่งคนเพื่อสุดให้เค้าออกไปทำงานให้ที่อื่น 

 

ในความคิดของผมมองว่า 

การทำงานเป็นพนักงานกินเงินเดือนนั้น ...

ก็เปรียบเหมือนกับการที่เราทำงานให้เจ้าขององค์กรนั้นๆ 

ก็เหมือนเราอยู่ในครอบครัวนั้นๆ 

ดังนั้นก็เป็นภาระขององค์กรนั้นๆที่จะเลี้ยงดูเราให้มีชีวิตปกติสุขได้ 

เหมือนเป็นการแลกเปลี่ยนที่ แฟร์ๆ กันทั้งสองฝ่าย

ถ้าเราไม่สามารถดำรงอยู่อย่างปกติสุขได้

ไม่นานเราก็คงต้องเปลี่ยน ครอบครัวใหม่อีก ....

 

จริงๆแล้วชีวิตคนเราไม่ได้ซับซ้อนเลย..

มันยังคงเหมือน 2000 กว่าปีที่แล้ว

เพียงแต่อยู่ในรูปแบบอื่นเท่านั้นเอง